วรรณกรรมนั้นหรือ คือกระจกวิเศษ
posted on 18 Feb 2008 23:26 by rome in Write
ชีวิตของมนุษย์ในสังคมจะดำเนินไปไม่ได้หากขาดซึ่ง “ภาษา” และ ส่วนใหญ่ “ความเป็นจริง” ของสังคมคือ วัตถุดิบของการเขียน ข้าพเจ้าเลยรวบรัดให้ความหมายของ วรรณกรรม ว่าเป็นบันทึกเรื่องราวของยุคสมัยแต่ละยุค (อ่านเพิ่มเติมได้จาก Entry นี้ วรรณกรรมไม่เคยตาย ยังหายใจอยู่)
..
.
Entry นี้เขียนขึ้นมาจากการสังเกตหนังสือในร้านและเนื้อหาของวรรณกรรมในเล่มเลยนำมาเล่าให้อ่านกัน หากเล่าไปแล้วใครใคร่คิดอย่างไรก็พิมพ์ตอกกลับ ถกเถียงกันได้ ไม่ว่ากัน เพราะพื้นที่ตรงนี้เราจะมาเถียงกันแบบ Discussion คือเถียงกันแบบแลกเปลี่ยนความเห็น ซึ่งบางครั้งมันมักจะทำให้เราได้รับความรู้ใหม่ๆ ด้วย
.
.
เนื้อหา วรรณกรรม ที่ซื้อมาอ่านบ้าง อ่านตามร้านบ้าง ยืมเขามาอ่านบ้าง หรือเล่มเก่าๆ ที่เป็นสมบัตินอนสงบนิ่งอยู่มานานที่ห้องเก็บหนังสือ เท่าที่สัมผัสส่วนใหญ่ล้วนเป็นรูปแบบจำลองมาจากสังคมที่เป็นอยู่ เอกสารทางวิชาการ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ปรัชญา จิตวิทยา ภาษาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งพืชศาสตร์
.
.
ดูอย่าง อีตา John Steinbeck นั่นปะไร นวนิยายเรื่อง ผลพวงแห่งความคับแค้น(The Grapes of Wrath) เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในช่วง ค.ศ. 1930-1940 ถึงแม้ Steinbeck จะเปิดโปง ตีแผ่ ความเลวร้ายแค่ไหน แต่ก็เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบ ความเป็นธรรมจากสังคม มิใช่เรียกร้องให้มีการปฏิวัติ แต่ก็อย่างว่าเขียนช่วงไหนไม่เขียน ดันเขียนในช่วงอธิปไตยเบ่งบาน เล่มนี้ก็เลยเป็นหนึ่งในหนังสือต้องห้ามที่ท่านอะไรสักท่านเคยลงนามประกาศไว้ในยุค 2520 (แล้วปากก็บอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับช่วงนั้น..หึหึ)
.
.
หรือหนังสือ The lord of the rings ที่ขายได้ไม่รู้ตั้งกี่พันล้านเล่ม ถ้าจะให้จับความคิดของ Tolkien ข้าพเจ้าว่าลุงแกต้องพูดถึงเรื่องธรรมชาติแหงๆ เพราะตัวละครที่มีความสำคัญส่วนใหญ่มักจะเป็นป่าเขา ต้นไม้ ลำธาร ถ้ำ มักจะมีบทบาทมากกว่าตัวละครที่เป็นสัตว์และสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่น จุดจบของเรื่องจึงเป็นเช่นนั้น
ดังที่กล่าวมา., วรรณกรรมจึงมักจะถูกมองว่าเป็นกระจกเงาสะท้อนสังคม
ถ้าเป็นสังคมอนุรักษ์นิยม เขาก็จะหาว่ากระจกโกหก
ถ้าเป็นสังคมเผด็จการ เขาก็จะหาว่ากระจกนั้นทำผิดกฎหมาย ประกาศ จับตายซึ่งๆ หน้า
ถ้าเป็นสังคมเปิด เขาก็จะไม่ค่อยเป็นกังวลเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ได้วางใจไปซะทีเดียว ชัก เชิด หาทางเก็บทีหลัง
บ้านเราเป็นแบบไหนหว่า.....?
กระจกวิเศษช่วยบอกข้าด้วยเถิด
(ขอดึงหนังสือมาเป็นตัวอย่างแค่ 2 เล่ม –เพราะขี้เกียจพิมพ์แล้ว และที่เอาของชาวต่างประเทศมา เพราะไม่กล้ากล่าวถึงนักเขียนไทย บอกได้เลยว่า ฉันชอบกลวิธีการเขียนและภาษาของนักเขียนรุ่นเก่ามากกว่ารุ่นใหม่ อ่านแล้วภาษาสวยดี เล่นคำ เล่นอักษร อย่างฮิวเมอริสต์ที่ขุดค้นเจอนั่นปะไร สนุก เจ็บๆ แสบๆ คันๆ และถึงแม้จะชอบสไตล์เก่าแต่ก็หาใช่รังเกียจงานใหม่ไม่ ยังซื้ออยู่ค่ะ วันนี้ไปบูรพาสาสน์มา แอบเห็นหนังสืองานวิชาการสนุกๆ ทั้งนั้นเลย แต่สอยเซน , เรื่องสั้น และการ์ตูน มาแล้ว หมดงบประมาณการซื้อของเดือนนี้พอดี)
.....
....
...
edit @ 19 Feb 2008 00:49:35 by นางสาวความสุข
และเป็นอุปกรณ์ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด
ผ่านจากคนหนึ่งสู่อีกหลายคน และจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป
ขึ้นอยู่กับว่า มนุษย์เลือกที่จะถ่ายทอดเรื่องราวแบบไหน
#1 By รัตนาดิศร on 2008-02-18 23:52