ชีวิตของมนุษย์ในสังคมจะดำเนินไปไม่ได้หากขาดซึ่ง ภาษา และ ส่วนใหญ่ ความเป็นจริง ของสังคมคือ วัตถุดิบของการเขียน  ข้าพเจ้าเลยรวบรัดให้ความหมายของ วรรณกรรม ว่าเป็นบันทึกเรื่องราวของยุคสมัยแต่ละยุค (อ่านเพิ่มเติมได้จาก  Entry นี้ วรรณกรรมไม่เคยตาย  ยังหายใจอยู่) 

..

.

 

Entry นี้เขียนขึ้นมาจากการสังเกตหนังสือในร้านและเนื้อหาของวรรณกรรมในเล่มเลยนำมาเล่าให้อ่านกัน  หากเล่าไปแล้วใครใคร่คิดอย่างไรก็พิมพ์ตอกกลับ  ถกเถียงกันได้  ไม่ว่ากัน เพราะพื้นที่ตรงนี้เราจะมาเถียงกันแบบ Discussion คือเถียงกันแบบแลกเปลี่ยนความเห็น  ซึ่งบางครั้งมันมักจะทำให้เราได้รับความรู้ใหม่ๆ ด้วย 

.

.

 

 

 

เนื้อหา  วรรณกรรม  ที่ซื้อมาอ่านบ้าง  อ่านตามร้านบ้าง  ยืมเขามาอ่านบ้าง  หรือเล่มเก่าๆ ที่เป็นสมบัตินอนสงบนิ่งอยู่มานานที่ห้องเก็บหนังสือ  เท่าที่สัมผัสส่วนใหญ่ล้วนเป็นรูปแบบจำลองมาจากสังคมที่เป็นอยู่  เอกสารทางวิชาการ  หลักฐานทางประวัติศาสตร์  เศรษฐศาสตร์  ปรัชญา  จิตวิทยา  ภาษาศาสตร์  หรือแม้กระทั่งพืชศาสตร์

.

.

ดูอย่าง อีตา John  Steinbeck นั่นปะไร  นวนิยายเรื่อง ผลพวงแห่งความคับแค้น(The  Grapes  of  Wrath)  เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในช่วง ค.ศ. 1930-1940  ถึงแม้ Steinbeck จะเปิดโปง  ตีแผ่  ความเลวร้ายแค่ไหน  แต่ก็เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบ  ความเป็นธรรมจากสังคม  มิใช่เรียกร้องให้มีการปฏิวัติ  แต่ก็อย่างว่าเขียนช่วงไหนไม่เขียน  ดันเขียนในช่วงอธิปไตยเบ่งบาน  เล่มนี้ก็เลยเป็นหนึ่งในหนังสือต้องห้ามที่ท่านอะไรสักท่านเคยลงนามประกาศไว้ในยุค 2520 (แล้วปากก็บอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับช่วงนั้น..หึหึ)

.

.

หรือหนังสือ The  lord  of  the  rings  ที่ขายได้ไม่รู้ตั้งกี่พันล้านเล่ม  ถ้าจะให้จับความคิดของ Tolkien  ข้าพเจ้าว่าลุงแกต้องพูดถึงเรื่องธรรมชาติแหงๆ  เพราะตัวละครที่มีความสำคัญส่วนใหญ่มักจะเป็นป่าเขา  ต้นไม้  ลำธาร  ถ้ำ  มักจะมีบทบาทมากกว่าตัวละครที่เป็นสัตว์และสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่น  จุดจบของเรื่องจึงเป็นเช่นนั้น

 

 

 

                ดังที่กล่าวมา.,  วรรณกรรมจึงมักจะถูกมองว่าเป็นกระจกเงาสะท้อนสังคม

                ถ้าเป็นสังคมอนุรักษ์นิยม  เขาก็จะหาว่ากระจกโกหก

                ถ้าเป็นสังคมเผด็จการ  เขาก็จะหาว่ากระจกนั้นทำผิดกฎหมาย ประกาศ จับตายซึ่งๆ หน้า

                ถ้าเป็นสังคมเปิด  เขาก็จะไม่ค่อยเป็นกังวลเท่าไหร่นัก  แต่ก็ไม่ได้วางใจไปซะทีเดียว  ชัก  เชิด  หาทางเก็บทีหลัง

 

 

 

                บ้านเราเป็นแบบไหนหว่า.....?

 

 

            กระจกวิเศษช่วยบอกข้าด้วยเถิด

 

 

 

 

 

 

 

            (ขอดึงหนังสือมาเป็นตัวอย่างแค่ 2 เล่ม เพราะขี้เกียจพิมพ์แล้ว  และที่เอาของชาวต่างประเทศมา  เพราะไม่กล้ากล่าวถึงนักเขียนไทย  บอกได้เลยว่า  ฉันชอบกลวิธีการเขียนและภาษาของนักเขียนรุ่นเก่ามากกว่ารุ่นใหม่  อ่านแล้วภาษาสวยดี  เล่นคำ  เล่นอักษร อย่างฮิวเมอริสต์ที่ขุดค้นเจอนั่นปะไร  สนุก  เจ็บๆ  แสบๆ  คันๆ  และถึงแม้จะชอบสไตล์เก่าแต่ก็หาใช่รังเกียจงานใหม่ไม่  ยังซื้ออยู่ค่ะ วันนี้ไปบูรพาสาสน์มา แอบเห็นหนังสืองานวิชาการสนุกๆ ทั้งนั้นเลย  แต่สอยเซน , เรื่องสั้น และการ์ตูน มาแล้ว หมดงบประมาณการซื้อของเดือนนี้พอดี)

 

 

.....

....

...

edit @ 19 Feb 2008 00:49:35 by นางสาวความสุข

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

มนุษย์มีภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร
และเป็นอุปกรณ์ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด
ผ่านจากคนหนึ่งสู่อีกหลายคน และจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป

ขึ้นอยู่กับว่า มนุษย์เลือกที่จะถ่ายทอดเรื่องราวแบบไหน

#1 By รัตนาดิศร on 2008-02-18 23:52

บางทีเห็นโลกกว้างขึ้นเพราะอ่านหนังสือนี่แหละconfused smile

#2 By wesong on 2008-02-19 00:03

เขียนอย่างง่วงๆ ใส่ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ มันเลยพิมพ์ออกมาได้เท่านี้ ถ้าสื่อความหมายไม่ครบ ตัวอักษรตกหล่น ก็ขออภัย sad smile

เรื่อง “ภาษา” ที่มีผู้คนเป็นห่วงว่ามันใกล้วิบัตินั้น จขบ.คิดว่าไม่ต้องไปเป็นห่วงเป็นใยมัน

เคยอ่านเจอเล่มไหนไม่ทราบ (จำไม่ได้จริงๆ ขออภัย)โดยธรรมชาติแล้ว “ภาษา” จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย และโดยส่วนตัวแล้ว ฉันก็หาใช่นักภาษาศาสตร์ เพราะไม่เคยได้ทำการวิจัยใดๆเกี่ยวกับภาษา แต่ฉันก็ได้เห็นว่า ภาษาเปลี่ยนได้หลายอย่าง เปลี่ยนอยู่ทุกวัน กระดุกกระดิกไปเรื่อย ตราบใดที่ภาษานั้นยังไม่ตาย แล้วภาษาก็มีเฉพาะกลุ่ม บางครั้งผู้ชายเขาก็มีภาษาของผู้ชาย บางคราผู้หญิงเขาก็มีภาษาของผู้หญิง บางทีเพศที่สามก็มีภาษาของเพศที่สาม อันหลังนี้ฉันเรียนรู้ทุกวัน (แฮ่ม!..)


วรรณกรรมจึงมักจะถูกมองว่าเป็นกระจกเงาสะท้อนสังคม>>>จริงอย่างคุณว่า มันสะท้อนสังคมจริงๆ แบบเดอะลอร์ดนี่ก็สะท้อนสภาวะสังคมตอนที่คนเขียนอยู่ รักคนเขียนเลย ตอนที่เขียนให้ภูติต้นไม้ร่างยยักษ์ถล่มกองทัพของซารูมาน เพราะมันถางต้นไม้เอามาเป็นวัตถุดิบส้รางทัพ

#4 By คาโตเน่ on 2008-02-19 01:04

วรรณกรรมเป็นกระจกที่สะท้อนสังคม

ใช่เลยนะ..

แถมส่วนนึง(เยอะด้วย) เป็นกระจกที่คอยสะท้อนมุมที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นหรือไม่ค่อยอยากมองออกมา
.
เพราะหนังสือแนววรรณกรรมนี่แหละ ที่ทำให้เมื่อไม่นานมานี้ ข้าน้อยเริ่มหันกลับมาสนใจภาษาไทยอีกครั้ง เพียงเพราะได้ไปเห็นคำบางคำ ประโยคบางประโยคที่ในหนังสือสมัยใหม่หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่เคยได้พบเจอคำเหล่านั้น ทั้งๆที่เป็นภาษาที่สวยงาม ..
.
เลยทำให้เริ่มย้อนกลับไปหาวรรณกรรมเหล่านั้นมาอ่านอีกครั้ง (งานหนังสือครั้งหน้านี่ล่ะ จะเก็บมาเยอะๆเลย)
.
ไม่รู้จะเขียนอะไรละ

ขอบคุณเจ้าของบลอกมากๆนะคับ ที่นำเรื่องราวดีๆมาแบ่งปันกัน ..เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายๆ entries เลยนะ

ชอบๆ confused smile big smile

#5 By >t-O.y: on 2008-02-19 08:57

ช่วงนี้ไม่มีวรรณกรรมที่หยิบมาอ่านเลยค่ะ
คงเป็นเพราะช่วงนี้เบื่อสังคม 555

#6 By แมงปอ on 2008-02-19 10:22

ตัวอักษรสะท้อนมุมมอง
สะท้อนซอกหลืบที่ไม่เคยได้เห็น
big smile big smile

Hot!

#7 By |:| ShaKo |:| on 2008-02-19 12:17

big smile

#8 By จิปาถะ on 2008-02-19 15:04